Nocturne's Curtain Call

Nocturne's Curtain Call

Nocturne's Curtain Call

Stats

Lv. 90/90
พลังโจมตีพื้นฐาน 542
ความแรงคริ 88.2%

Weapon Effect

Ballad of the Crossroads

เพิ่มพลังชีวิตสูงสุด 10%; เมื่อผู้สวมใส่ทำให้เกิดปฏิกิริยาประกายจันทร์ หรือสร้างความเสียหายจากปฏิกิริยาประกายจันทร์แก่ศัตรู จะฟื้นฟูพลังงานธาตุ 14 หน่วยให้แก่ผู้สวมใส่ และได้รับเอฟเฟกต์ Bountiful Sea's Sacred Wine เป็นเวลา 12 วินาที: พลังชีวิตสูงสุดเพิ่มขึ้นอีก 14% และความแรงคริของปฏิกิริยาประกายจันทร์เพิ่มขึ้น 60% เอฟเฟกต์ฟื้นฟูพลังงานธาตุจะเกิดขึ้นได้มากสุดหนึ่งครั้ง ในทุก 18 วินาที และยังคงเกิดขึ้นได้ แม้ผู้สวมใส่อยู่ในทีม แต่ไม่ได้เข้าร่วมการต่อสู้

Total Materials

Description

ไข่มุกหยกที่ห่อหุ้ม ด้วยผ้าแพรแสงจันทร์ แม้ในค่ำคืนอันหนาวเหน็บ ของฤดูหนาว ก็ยังคงอบอวลไปด้วย ความอบอุ่นดุจบทเพลง "เด็กน้อยแห่งดวงจันทร์ นกพิราบน้อยของข้า"
"แม้ฝุ่นธุลีจะเปรอะเปื้อนขนอันขาวบริสุทธิ์ของเจ้า"
"แม้เจ้าจะไม่ได้ซบอยู่ในอ้อมกอดอันอบอุ่นอีกต่อไป"
"ขอให้เจ้าได้หลับใหลในห้วงฝันพร้อมกับดวงจันทรา"

ร่างที่แตกสลายร่วงหล่น สู่ดินแดนแห่งหมอกที่มิอาจกลายเป็นดวงจันทร์ คำอวยพรแตกกระเซ็นสู่ธารน้ำใสและทุ่งทุนดรา
ในกรงขังที่กาลเวลาและสายลมไม่อาจกรายใกล้ ผู้ย้อนทวนกระแสธารได้เป็นสักขีพยาน การหลับใหลชั่วนิรันดร์ของสามพี่น้อง
ในห้วงนิรันดร์อันไร้จุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุด เทพธิดาแห่งจันทราผู้ถูกจองจำ ล่องลอยอยู่ท่ามกลางราตรีกาล
ใช้ดวงจิตลูบไล้ความทรงจำเก่าก่อนอันเลือนราง ดั่งถ้อยคำในความฝัน ที่จันทราแห่งวันวานได้หลงเหลือไว้ ณ ที่แห่งนี้...

เรือลำงามเปล่งประกายสีเงิน ล่องตรวจตราไปมาระหว่างขุนเขาและท้องทะเล ในยามที่ทิวาและราตรีบรรจบกัน
ในยุคสมัยที่ชีพจรแห่งกระดูกปฐพี ยังไม่ยอมศิโรราบต่อสรวงสวรรค์เบื้องบน มันคอยนำพาดวงวิญญาณของผู้ไร้มลทิน
ข้ามผ่านแดนมนุษย์อันโสมมและบรรยากาศอันหนาวเหน็บ เพื่อไปพักผ่อนนิทรา ณ ด้านมืดของดวงจันทร์ที่มิอาจมองเห็น
ทว่ากลับไม่อาจชักนำให้นายหญิงทั้งสามแห่งตำหนักสีทอง ทอดสายตาลงมายังนัยน์ตาของบุตรแห่งมนุษย์ได้เลย
เจ้าแห่งสัตตภัยย่อมไม่ปรานีให้เหล่าเทพ ใจอ่อนต่อความทุกข์ระทมอันต่ำต้อยในแดนมนุษย์
เบื้องหน้ากฎเกณฑ์ที่บัญญัติไว้แต่แรกเริ่ม มีเพียงการสยบยอมศิโรราบเท่านั้น จึงจะนับเป็นความรักที่แท้จริงต่อมวลมนุษย์
แม้แต่สามพี่น้องผู้พำนักอยู่หลังม่านสีหยกบนชั้นฟ้า ผู้ถักทอเส้นด้ายสีเงินแห่งชะตากรรมแก่สรรพชีวิต
เมื่อเอ่ยถึงเหล่ามวลมนุษย์ และผู้คนแต่โบราณที่ถูกโชคชะตาบดขยี้ สิ่งที่ได้รับกลับมา ก็มีเพียงความเงียบงันจากทั้งสามนางเท่านั้น
ไม่ว่าจะเป็นความเวทนาสงสาร หรือความรักใคร่คะนึงหา ล้วนถูกขวางกั้นด้วยม่านแสงจันทร์อันบางเบา ที่ห่างออกไปไกลนับแสนลี้

ไม่ว่าจะทำไปเพื่อปกปักรักษาสรรพชีวิตบนผืนพิภพ จนจำต้องแตกหักกับนายเก่าผู้ถูกความมืดมิดกัดกิน
หรือทำไปเพื่อพิทักษ์เชื้อไฟแห่งการกบฏ จนจำต้องเลือกเมินเฉยต่อกันในยามเกิดศึกสายเลือด
หรือทำไปเพื่อล้างแค้นทรราชผู้เหี้ยมโหด จนจำต้องย้อมดวงใจให้แปดเปื้อนด้วยมลทินอันดำดิ่ง
พวกนางผู้เคยท่องไปในโลกหล้าเฉกเช่นเดียวกับนาง จันทราสุกสกาวสามดวงที่เคยสาดแสง ไล่ความหนาวเหน็บในค่ำคืนนับไม่ถ้วน
ท้ายที่สุดกลับมิอาจส่องแสงนำทางเบื้องหน้าให้แก่ตน ปลายทางของถนนทั้งสามสาย ล้วนจบลงที่ราตรีกาลแห่งการลืมเลือน
นั่นคือวันพรุ่งนี้ที่จันทราแห่งวันวานผู้ล่วงลับเคยร่ำไห้ถึง ในยุคสมัยที่สามยังคงเป็นสาม

...ทว่า หนทางในราตรีกาลนั้น มีเพียงแค่สามสายที่พวกนางเคยได้ประจักษ์จริงหรือ?
ในความทรงจำที่เป็นของนางเพียงผู้เดียว ดวงดาวสีทองดวงนั้นที่ไม่ได้เป็นของโลกใบนี้
ได้ทอดเงาลงบนลานตำหนักจันทราสีเงินอันเดียวดาย แสงดาวสายนั้นที่คอยวนเวียนอยู่ในห้วงคำนึงของนางเสมอมา
แม้จะถูกขวางกั้นด้วยกาลเวลานับพันหมื่นปี แม้จะถูกคั่นกลางด้วยโลกที่มอดดับไปแล้วนับไม่ถ้วน
ดวงดาวที่เคยร่วงหล่นลงสู่นัยน์ตาของนางดวงนั้น คงจะยังคอยส่องสว่าง นำทางหวนคืนสู่เบื้องหลังให้นางอยู่ใช่ไหม...

และในชั่วพริบตาอันไร้กาลเวลาที่นางเชื่อมั่นเช่นนั้นเอง คือปฐมบทที่สามไม่ใช่สามอีกต่อไป
ณ ปลายทางแห่งความมืดมิด เจ้าของทางแยกได้ทอดสายตา ย้อนมองไปยังหนทางที่สี่ ซึ่งอยู่นอกเหนือทางแยกทั้งสามสายนั้น
ท่ามกลางม่านฝันอันหวานล้ำดั่งน้ำผึ้งริน เฝ้ารอคอยช่วงเวลาแห่งคำมั่น เพื่อพบพานเหล่าสหายใต้หมู่ดาราอย่างเงียบงัน

"เด็กน้อยแห่งดวงจันทร์ นกพิราบน้อยของข้า"
"โปรดอย่าได้โศกศัลย์ต่อความทุกข์ระทม และการพลัดพรากเลย"
"มวลดอกไม้จักหวนกลับมาผลิบาน ณ ริมหน้าต่างของเจ้าอีกครา"
"จงหลับใหลในห้วงฝันพร้อมกับดวงจันทรา ในห้วงฝันแห่งราตรีรุ่งสางเถิด"