Story
Iridescence That Ceased Amidst Glory
นั่นคือดอกไม้ริบบิ้นที่เธอได้รับเป็นของขวัญ จากเพื่อนของเธอผู้มีสองมือเย็นเฉียบราวกับน้ำแข็ง ในปัจจุบัน คฤหาสน์กลางหุบเขาซึ่งอยู่ในการดูแลของสเนกอวิกผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดนั้นแทบไร้ซึ่งผู้มาเยือน
ว่ากันว่าในอดีต มักมีชนชั้นสูงผู้ทรงเกียรติถือจดหมายเชิญประดับลวดลายสีทองมาร่วมงานเลี้ยง ณ สถานที่แห่งนี้อยู่เสมอ
หญิงสาวผู้มีเรือนผมสีเงินก็เคยเป็นหนึ่งในผู้ร่วมงาน เพียงแต่ในเวลานั้น เธอยังไม่ได้เป็นจอมเวทในเงามืด
และยังไม่เคยเคาะประตูสู่ความเร้นลับ เธอเป็นเพียงข้าราชบริพารที่ติดตามจักรพรรดิแห่งแดนเหนือมาร่วมงานเท่านั้น
บทสนทนาของเหล่าภูตมักจะดูคร่ำครึและน่าเบื่อหน่าย ยิ่งไปกว่านั้น ในฐานะที่หญิงสาวเป็นมนุษย์
เธอยังต้องคอยแบกรับสายตามากมายจากเหล่าเผ่าพันธุ์ที่แปลกแยกไปจากเธอ ดังนั้น เธอจึงลอบปลีกตัวออกมาจากห้องโถงจัดเลี้ยงอย่างเงียบ ๆ...
แต่น่าเสียดายที่ภายในของสถาปัตยกรรมที่สร้างขึ้นนับพันปีนี้ซับซ้อนเกินไป กว่าหญิงสาวผู้เอาแต่มุ่งหน้าก้าวขึ้นสู่เบื้องบนจะรู้ตัว
เธอก็พบว่าหนทางที่เดินจากมาได้ถูกกลืนหายไปท่ามกลางโถงระเบียงและบันไดที่ซ้อนทับกันเป็นเขาวงกต ถูกบดบังเร้นกายอยู่ใต้ภาพมายาในแต่ละชั้น ซึ่งก่อตัวขึ้นจากแสงจันทร์ที่สาดส่องผ่านหน้าต่างเข้ามาเสียแล้ว
ทว่าในสถานที่อันเงียบสงบและไร้ผู้คนแห่งนี้ หญิงสาวกลับรู้สึกได้ถึงความสงบที่ห่างหายไปนาน
จนกระทั่งเสียงฝีเท้าของเจ้าภาพงานเลี้ยง ผู้เป็นลอร์ดแห่งสเนกูรอชคา ปรากฏขึ้นที่เบื้องหลังของเธอ
เธอจึงได้รับรู้ว่า นายหญิงผู้ควบคุมเหมันต์ทั้งมวลผู้นี้ ก็รู้สึกเบื่อหน่ายกับคำพูดซ้ำซากจำเจของผู้ร่วมงานมานานแล้วเช่นกัน
พวกเธอต่างไม่แยแสงานเลี้ยงนั้นอีกต่อไป นายหญิงได้นำพาเธอไปชมภาพวาด งานประติมากรรม และปริศนาที่ซุกซ่อนอยู่ในคฤหาสน์
หญิงสาวเรือนผมสีเงินได้โต้ตอบสิ่งเหล่านั้นด้วยความเฉลียวฉลาดและไหวพริบที่ฉายแววโดดเด่นอย่างไม่อาจปิดบังได้ตั้งแต่ในยามนั้น จนกระทั่งช่วงท้ายของบทสนทนา
ลอร์ดแห่งสเนกูรอชคา ได้แสดงทักษะความประณีตบรรจงของภูตให้เธอเห็น โดยใช้น้ำแข็งที่ไม่มีวันละลายเนรมิตลานกว้างขึ้นมาทั้งลาน
หอคอยที่ก่อตัวขึ้นราวกับกองเกลือ ต้นไม้ที่พลิ้วไหวเบา ๆ ทั้งที่ไร้สายลม กอหญ้าสีขาว ดอกไม้เกล็ดน้ำค้าง กระต่าย และกวางมูสตัวสูงใหญ่
ทุกสิ่งอย่างแผ่ขยายอยู่ใต้ฝ่าเท้าของพวกเธอ ราวกับเป็นความฝันที่จู่ ๆ ก็พรั่งพรูออกมาจากข้างหมอนของผู้ที่กำลังหลับใหล
ราวกับมองเห็นความปรารถนาในแววตาของหญิงสาว ลอร์ดแห่งสเนกูรอชคา จึงเอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงที่เจือความเสียดายเล็กน้อยว่า:
"แม้จะเป็นน้ำแข็งบริสุทธิ์ที่ไม่มีวันละลาย แต่มันก็เป็นเพียงสิ่งที่สร้างขึ้นจากพลังเวท ท้ายที่สุดแล้วย่อมยากที่จะคงอยู่ได้ยืนยาว"
"สิ่งที่เธอเห็นเป็นเพียงแสงและเงาที่เกิดขึ้นเพียงชั่วครู่ ซึ่งถูกจารึกไว้ในสายเลือดของพวกเราที่เคยตกเป็นทาสในกาลก่อน"
"ทว่ากลับเป็นข้ารับใช้โบราณที่ยังคงสามารถแสดงกลเช่นนี้ได้"
"ในขณะที่มนุษย์ซึ่งครั้งหนึ่งเคยตั้งตนเป็นนาย กลับไม่อาจฟื้นคืนความรุ่งโรจน์ในอดีตได้อีกต่อไป"
เมื่อถึงคราวต้องจากลา ลอร์ดแห่งสเนกูรอชคา ได้นำผ้าไหมมาพับเป็นดอกไม้ให้แก่เธอ เมื่อเทียบกับน้ำแข็งบริสุทธิ์ที่ไม่มีวันละลายแล้ว
แม้ผ้าไหมจะสีซีดจางลงได้ แต่ระยะเวลาในการเก็บรักษานั้นนับว่ายาวนานกว่ามากนัก
เมื่อมองดูสเนกูรอชคาใช้ปลายนิ้วอันเรียวยาวติดของขวัญที่ทำจากผ้าไหมนี้ลงบนหน้าอกของเธอ หญิงสาวก็ยิ้มและกล่าวว่า:
"ฉันนึกว่า... ความประณีตบรรจงของคุณจะมีเพียงแค่ทักษะการควบคุมพลังตอนที่ขับเคลื่อนเหมันต์เพื่อเนรมิตสรรพสิ่งขึ้นมาเสียอีก"
"Aksinya" ลอร์ดแห่งสเนกูรอชคากล่าว "ความประณีตบรรจงนั้นไม่เคยเป็นเรื่องของทักษะวิชา แต่เป็นเรื่องของหัวใจมาโดยตลอด"
"นี่คือประจักษ์พยานแห่งมิตรภาพ หลังจากนี้ ไม่ว่าเมื่อใด ฉันก็จะยินดีต้อนรับการมาเยือนของเธอเสมอ"
ว่ากันว่าในอดีต มักมีชนชั้นสูงผู้ทรงเกียรติถือจดหมายเชิญประดับลวดลายสีทองมาร่วมงานเลี้ยง ณ สถานที่แห่งนี้อยู่เสมอ
หญิงสาวผู้มีเรือนผมสีเงินก็เคยเป็นหนึ่งในผู้ร่วมงาน เพียงแต่ในเวลานั้น เธอยังไม่ได้เป็นจอมเวทในเงามืด
และยังไม่เคยเคาะประตูสู่ความเร้นลับ เธอเป็นเพียงข้าราชบริพารที่ติดตามจักรพรรดิแห่งแดนเหนือมาร่วมงานเท่านั้น
บทสนทนาของเหล่าภูตมักจะดูคร่ำครึและน่าเบื่อหน่าย ยิ่งไปกว่านั้น ในฐานะที่หญิงสาวเป็นมนุษย์
เธอยังต้องคอยแบกรับสายตามากมายจากเหล่าเผ่าพันธุ์ที่แปลกแยกไปจากเธอ ดังนั้น เธอจึงลอบปลีกตัวออกมาจากห้องโถงจัดเลี้ยงอย่างเงียบ ๆ...
แต่น่าเสียดายที่ภายในของสถาปัตยกรรมที่สร้างขึ้นนับพันปีนี้ซับซ้อนเกินไป กว่าหญิงสาวผู้เอาแต่มุ่งหน้าก้าวขึ้นสู่เบื้องบนจะรู้ตัว
เธอก็พบว่าหนทางที่เดินจากมาได้ถูกกลืนหายไปท่ามกลางโถงระเบียงและบันไดที่ซ้อนทับกันเป็นเขาวงกต ถูกบดบังเร้นกายอยู่ใต้ภาพมายาในแต่ละชั้น ซึ่งก่อตัวขึ้นจากแสงจันทร์ที่สาดส่องผ่านหน้าต่างเข้ามาเสียแล้ว
ทว่าในสถานที่อันเงียบสงบและไร้ผู้คนแห่งนี้ หญิงสาวกลับรู้สึกได้ถึงความสงบที่ห่างหายไปนาน
จนกระทั่งเสียงฝีเท้าของเจ้าภาพงานเลี้ยง ผู้เป็นลอร์ดแห่งสเนกูรอชคา ปรากฏขึ้นที่เบื้องหลังของเธอ
เธอจึงได้รับรู้ว่า นายหญิงผู้ควบคุมเหมันต์ทั้งมวลผู้นี้ ก็รู้สึกเบื่อหน่ายกับคำพูดซ้ำซากจำเจของผู้ร่วมงานมานานแล้วเช่นกัน
พวกเธอต่างไม่แยแสงานเลี้ยงนั้นอีกต่อไป นายหญิงได้นำพาเธอไปชมภาพวาด งานประติมากรรม และปริศนาที่ซุกซ่อนอยู่ในคฤหาสน์
หญิงสาวเรือนผมสีเงินได้โต้ตอบสิ่งเหล่านั้นด้วยความเฉลียวฉลาดและไหวพริบที่ฉายแววโดดเด่นอย่างไม่อาจปิดบังได้ตั้งแต่ในยามนั้น จนกระทั่งช่วงท้ายของบทสนทนา
ลอร์ดแห่งสเนกูรอชคา ได้แสดงทักษะความประณีตบรรจงของภูตให้เธอเห็น โดยใช้น้ำแข็งที่ไม่มีวันละลายเนรมิตลานกว้างขึ้นมาทั้งลาน
หอคอยที่ก่อตัวขึ้นราวกับกองเกลือ ต้นไม้ที่พลิ้วไหวเบา ๆ ทั้งที่ไร้สายลม กอหญ้าสีขาว ดอกไม้เกล็ดน้ำค้าง กระต่าย และกวางมูสตัวสูงใหญ่
ทุกสิ่งอย่างแผ่ขยายอยู่ใต้ฝ่าเท้าของพวกเธอ ราวกับเป็นความฝันที่จู่ ๆ ก็พรั่งพรูออกมาจากข้างหมอนของผู้ที่กำลังหลับใหล
ราวกับมองเห็นความปรารถนาในแววตาของหญิงสาว ลอร์ดแห่งสเนกูรอชคา จึงเอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงที่เจือความเสียดายเล็กน้อยว่า:
"แม้จะเป็นน้ำแข็งบริสุทธิ์ที่ไม่มีวันละลาย แต่มันก็เป็นเพียงสิ่งที่สร้างขึ้นจากพลังเวท ท้ายที่สุดแล้วย่อมยากที่จะคงอยู่ได้ยืนยาว"
"สิ่งที่เธอเห็นเป็นเพียงแสงและเงาที่เกิดขึ้นเพียงชั่วครู่ ซึ่งถูกจารึกไว้ในสายเลือดของพวกเราที่เคยตกเป็นทาสในกาลก่อน"
"ทว่ากลับเป็นข้ารับใช้โบราณที่ยังคงสามารถแสดงกลเช่นนี้ได้"
"ในขณะที่มนุษย์ซึ่งครั้งหนึ่งเคยตั้งตนเป็นนาย กลับไม่อาจฟื้นคืนความรุ่งโรจน์ในอดีตได้อีกต่อไป"
เมื่อถึงคราวต้องจากลา ลอร์ดแห่งสเนกูรอชคา ได้นำผ้าไหมมาพับเป็นดอกไม้ให้แก่เธอ เมื่อเทียบกับน้ำแข็งบริสุทธิ์ที่ไม่มีวันละลายแล้ว
แม้ผ้าไหมจะสีซีดจางลงได้ แต่ระยะเวลาในการเก็บรักษานั้นนับว่ายาวนานกว่ามากนัก
เมื่อมองดูสเนกูรอชคาใช้ปลายนิ้วอันเรียวยาวติดของขวัญที่ทำจากผ้าไหมนี้ลงบนหน้าอกของเธอ หญิงสาวก็ยิ้มและกล่าวว่า:
"ฉันนึกว่า... ความประณีตบรรจงของคุณจะมีเพียงแค่ทักษะการควบคุมพลังตอนที่ขับเคลื่อนเหมันต์เพื่อเนรมิตสรรพสิ่งขึ้นมาเสียอีก"
"Aksinya" ลอร์ดแห่งสเนกูรอชคากล่าว "ความประณีตบรรจงนั้นไม่เคยเป็นเรื่องของทักษะวิชา แต่เป็นเรื่องของหัวใจมาโดยตลอด"
"นี่คือประจักษ์พยานแห่งมิตรภาพ หลังจากนี้ ไม่ว่าเมื่อใด ฉันก็จะยินดีต้อนรับการมาเยือนของเธอเสมอ"
Iridescence That Ceased Amidst Glory
นั่นคือดอกไม้ริบบิ้นที่เธอได้รับเป็นของขวัญ จากเพื่อนของเธอผู้มีสองมือเย็นเฉียบราวกับน้ำแข็ง ในปัจจุบัน คฤหาสน์กลางหุบเขาซึ่งอยู่ในการดูแลของสเนกอวิกผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดนั้นแทบไร้ซึ่งผู้มาเยือน
ว่ากันว่าในอดีต มักมีชนชั้นสูงผู้ทรงเกียรติถือจดหมายเชิญประดับลวดลายสีทองมาร่วมงานเลี้ยง ณ สถานที่แห่งนี้อยู่เสมอ
หญิงสาวผู้มีเรือนผมสีเงินก็เคยเป็นหนึ่งในผู้ร่วมงาน เพียงแต่ในเวลานั้น เธอยังไม่ได้เป็นจอมเวทในเงามืด
และยังไม่เคยเคาะประตูสู่ความเร้นลับ เธอเป็นเพียงข้าราชบริพารที่ติดตามจักรพรรดิแห่งแดนเหนือมาร่วมงานเท่านั้น
บทสนทนาของเหล่าภูตมักจะดูคร่ำครึและน่าเบื่อหน่าย ยิ่งไปกว่านั้น ในฐานะที่หญิงสาวเป็นมนุษย์
เธอยังต้องคอยแบกรับสายตามากมายจากเหล่าเผ่าพันธุ์ที่แปลกแยกไปจากเธอ ดังนั้น เธอจึงลอบปลีกตัวออกมาจากห้องโถงจัดเลี้ยงอย่างเงียบ ๆ...
แต่น่าเสียดายที่ภายในของสถาปัตยกรรมที่สร้างขึ้นนับพันปีนี้ซับซ้อนเกินไป กว่าหญิงสาวผู้เอาแต่มุ่งหน้าก้าวขึ้นสู่เบื้องบนจะรู้ตัว
เธอก็พบว่าหนทางที่เดินจากมาได้ถูกกลืนหายไปท่ามกลางโถงระเบียงและบันไดที่ซ้อนทับกันเป็นเขาวงกต ถูกบดบังเร้นกายอยู่ใต้ภาพมายาในแต่ละชั้น ซึ่งก่อตัวขึ้นจากแสงจันทร์ที่สาดส่องผ่านหน้าต่างเข้ามาเสียแล้ว
ทว่าในสถานที่อันเงียบสงบและไร้ผู้คนแห่งนี้ หญิงสาวกลับรู้สึกได้ถึงความสงบที่ห่างหายไปนาน
จนกระทั่งเสียงฝีเท้าของเจ้าภาพงานเลี้ยง ผู้เป็นลอร์ดแห่งสเนกูรอชคา ปรากฏขึ้นที่เบื้องหลังของเธอ
เธอจึงได้รับรู้ว่า นายหญิงผู้ควบคุมเหมันต์ทั้งมวลผู้นี้ ก็รู้สึกเบื่อหน่ายกับคำพูดซ้ำซากจำเจของผู้ร่วมงานมานานแล้วเช่นกัน
พวกเธอต่างไม่แยแสงานเลี้ยงนั้นอีกต่อไป นายหญิงได้นำพาเธอไปชมภาพวาด งานประติมากรรม และปริศนาที่ซุกซ่อนอยู่ในคฤหาสน์
หญิงสาวเรือนผมสีเงินได้โต้ตอบสิ่งเหล่านั้นด้วยความเฉลียวฉลาดและไหวพริบที่ฉายแววโดดเด่นอย่างไม่อาจปิดบังได้ตั้งแต่ในยามนั้น จนกระทั่งช่วงท้ายของบทสนทนา
ลอร์ดแห่งสเนกูรอชคา ได้แสดงทักษะความประณีตบรรจงของภูตให้เธอเห็น โดยใช้น้ำแข็งที่ไม่มีวันละลายเนรมิตลานกว้างขึ้นมาทั้งลาน
หอคอยที่ก่อตัวขึ้นราวกับกองเกลือ ต้นไม้ที่พลิ้วไหวเบา ๆ ทั้งที่ไร้สายลม กอหญ้าสีขาว ดอกไม้เกล็ดน้ำค้าง กระต่าย และกวางมูสตัวสูงใหญ่
ทุกสิ่งอย่างแผ่ขยายอยู่ใต้ฝ่าเท้าของพวกเธอ ราวกับเป็นความฝันที่จู่ ๆ ก็พรั่งพรูออกมาจากข้างหมอนของผู้ที่กำลังหลับใหล
ราวกับมองเห็นความปรารถนาในแววตาของหญิงสาว ลอร์ดแห่งสเนกูรอชคา จึงเอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงที่เจือความเสียดายเล็กน้อยว่า:
"แม้จะเป็นน้ำแข็งบริสุทธิ์ที่ไม่มีวันละลาย แต่มันก็เป็นเพียงสิ่งที่สร้างขึ้นจากพลังเวท ท้ายที่สุดแล้วย่อมยากที่จะคงอยู่ได้ยืนยาว"
"สิ่งที่เธอเห็นเป็นเพียงแสงและเงาที่เกิดขึ้นเพียงชั่วครู่ ซึ่งถูกจารึกไว้ในสายเลือดของพวกเราที่เคยตกเป็นทาสในกาลก่อน"
"ทว่ากลับเป็นข้ารับใช้โบราณที่ยังคงสามารถแสดงกลเช่นนี้ได้"
"ในขณะที่มนุษย์ซึ่งครั้งหนึ่งเคยตั้งตนเป็นนาย กลับไม่อาจฟื้นคืนความรุ่งโรจน์ในอดีตได้อีกต่อไป"
เมื่อถึงคราวต้องจากลา ลอร์ดแห่งสเนกูรอชคา ได้นำผ้าไหมมาพับเป็นดอกไม้ให้แก่เธอ เมื่อเทียบกับน้ำแข็งบริสุทธิ์ที่ไม่มีวันละลายแล้ว
แม้ผ้าไหมจะสีซีดจางลงได้ แต่ระยะเวลาในการเก็บรักษานั้นนับว่ายาวนานกว่ามากนัก
เมื่อมองดูสเนกูรอชคาใช้ปลายนิ้วอันเรียวยาวติดของขวัญที่ทำจากผ้าไหมนี้ลงบนหน้าอกของเธอ หญิงสาวก็ยิ้มและกล่าวว่า:
"ฉันนึกว่า... ความประณีตบรรจงของคุณจะมีเพียงแค่ทักษะการควบคุมพลังตอนที่ขับเคลื่อนเหมันต์เพื่อเนรมิตสรรพสิ่งขึ้นมาเสียอีก"
"Aksinya" เจ้าหญิงแห่งสเนกูรอชคากล่าว "ความประณีตบรรจงนั้นไม่เคยเป็นเรื่องของทักษะวิชา แต่เป็นเรื่องของหัวใจมาโดยตลอด"
"นี่คือประจักษ์พยานแห่งมิตรภาพ หลังจากนี้ ไม่ว่าเมื่อใด ฉันก็จะยินดีต้อนรับการมาเยือนของเธอเสมอ"
ว่ากันว่าในอดีต มักมีชนชั้นสูงผู้ทรงเกียรติถือจดหมายเชิญประดับลวดลายสีทองมาร่วมงานเลี้ยง ณ สถานที่แห่งนี้อยู่เสมอ
หญิงสาวผู้มีเรือนผมสีเงินก็เคยเป็นหนึ่งในผู้ร่วมงาน เพียงแต่ในเวลานั้น เธอยังไม่ได้เป็นจอมเวทในเงามืด
และยังไม่เคยเคาะประตูสู่ความเร้นลับ เธอเป็นเพียงข้าราชบริพารที่ติดตามจักรพรรดิแห่งแดนเหนือมาร่วมงานเท่านั้น
บทสนทนาของเหล่าภูตมักจะดูคร่ำครึและน่าเบื่อหน่าย ยิ่งไปกว่านั้น ในฐานะที่หญิงสาวเป็นมนุษย์
เธอยังต้องคอยแบกรับสายตามากมายจากเหล่าเผ่าพันธุ์ที่แปลกแยกไปจากเธอ ดังนั้น เธอจึงลอบปลีกตัวออกมาจากห้องโถงจัดเลี้ยงอย่างเงียบ ๆ...
แต่น่าเสียดายที่ภายในของสถาปัตยกรรมที่สร้างขึ้นนับพันปีนี้ซับซ้อนเกินไป กว่าหญิงสาวผู้เอาแต่มุ่งหน้าก้าวขึ้นสู่เบื้องบนจะรู้ตัว
เธอก็พบว่าหนทางที่เดินจากมาได้ถูกกลืนหายไปท่ามกลางโถงระเบียงและบันไดที่ซ้อนทับกันเป็นเขาวงกต ถูกบดบังเร้นกายอยู่ใต้ภาพมายาในแต่ละชั้น ซึ่งก่อตัวขึ้นจากแสงจันทร์ที่สาดส่องผ่านหน้าต่างเข้ามาเสียแล้ว
ทว่าในสถานที่อันเงียบสงบและไร้ผู้คนแห่งนี้ หญิงสาวกลับรู้สึกได้ถึงความสงบที่ห่างหายไปนาน
จนกระทั่งเสียงฝีเท้าของเจ้าภาพงานเลี้ยง ผู้เป็นลอร์ดแห่งสเนกูรอชคา ปรากฏขึ้นที่เบื้องหลังของเธอ
เธอจึงได้รับรู้ว่า นายหญิงผู้ควบคุมเหมันต์ทั้งมวลผู้นี้ ก็รู้สึกเบื่อหน่ายกับคำพูดซ้ำซากจำเจของผู้ร่วมงานมานานแล้วเช่นกัน
พวกเธอต่างไม่แยแสงานเลี้ยงนั้นอีกต่อไป นายหญิงได้นำพาเธอไปชมภาพวาด งานประติมากรรม และปริศนาที่ซุกซ่อนอยู่ในคฤหาสน์
หญิงสาวเรือนผมสีเงินได้โต้ตอบสิ่งเหล่านั้นด้วยความเฉลียวฉลาดและไหวพริบที่ฉายแววโดดเด่นอย่างไม่อาจปิดบังได้ตั้งแต่ในยามนั้น จนกระทั่งช่วงท้ายของบทสนทนา
ลอร์ดแห่งสเนกูรอชคา ได้แสดงทักษะความประณีตบรรจงของภูตให้เธอเห็น โดยใช้น้ำแข็งที่ไม่มีวันละลายเนรมิตลานกว้างขึ้นมาทั้งลาน
หอคอยที่ก่อตัวขึ้นราวกับกองเกลือ ต้นไม้ที่พลิ้วไหวเบา ๆ ทั้งที่ไร้สายลม กอหญ้าสีขาว ดอกไม้เกล็ดน้ำค้าง กระต่าย และกวางมูสตัวสูงใหญ่
ทุกสิ่งอย่างแผ่ขยายอยู่ใต้ฝ่าเท้าของพวกเธอ ราวกับเป็นความฝันที่จู่ ๆ ก็พรั่งพรูออกมาจากข้างหมอนของผู้ที่กำลังหลับใหล
ราวกับมองเห็นความปรารถนาในแววตาของหญิงสาว ลอร์ดแห่งสเนกูรอชคา จึงเอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงที่เจือความเสียดายเล็กน้อยว่า:
"แม้จะเป็นน้ำแข็งบริสุทธิ์ที่ไม่มีวันละลาย แต่มันก็เป็นเพียงสิ่งที่สร้างขึ้นจากพลังเวท ท้ายที่สุดแล้วย่อมยากที่จะคงอยู่ได้ยืนยาว"
"สิ่งที่เธอเห็นเป็นเพียงแสงและเงาที่เกิดขึ้นเพียงชั่วครู่ ซึ่งถูกจารึกไว้ในสายเลือดของพวกเราที่เคยตกเป็นทาสในกาลก่อน"
"ทว่ากลับเป็นข้ารับใช้โบราณที่ยังคงสามารถแสดงกลเช่นนี้ได้"
"ในขณะที่มนุษย์ซึ่งครั้งหนึ่งเคยตั้งตนเป็นนาย กลับไม่อาจฟื้นคืนความรุ่งโรจน์ในอดีตได้อีกต่อไป"
เมื่อถึงคราวต้องจากลา ลอร์ดแห่งสเนกูรอชคา ได้นำผ้าไหมมาพับเป็นดอกไม้ให้แก่เธอ เมื่อเทียบกับน้ำแข็งบริสุทธิ์ที่ไม่มีวันละลายแล้ว
แม้ผ้าไหมจะสีซีดจางลงได้ แต่ระยะเวลาในการเก็บรักษานั้นนับว่ายาวนานกว่ามากนัก
เมื่อมองดูสเนกูรอชคาใช้ปลายนิ้วอันเรียวยาวติดของขวัญที่ทำจากผ้าไหมนี้ลงบนหน้าอกของเธอ หญิงสาวก็ยิ้มและกล่าวว่า:
"ฉันนึกว่า... ความประณีตบรรจงของคุณจะมีเพียงแค่ทักษะการควบคุมพลังตอนที่ขับเคลื่อนเหมันต์เพื่อเนรมิตสรรพสิ่งขึ้นมาเสียอีก"
"Aksinya" เจ้าหญิงแห่งสเนกูรอชคากล่าว "ความประณีตบรรจงนั้นไม่เคยเป็นเรื่องของทักษะวิชา แต่เป็นเรื่องของหัวใจมาโดยตลอด"
"นี่คือประจักษ์พยานแห่งมิตรภาพ หลังจากนี้ ไม่ว่าเมื่อใด ฉันก็จะยินดีต้อนรับการมาเยือนของเธอเสมอ"