GACHABASE
?

Disenchantment in Deep Shadow

Artifact Set

Set Bonuses

2-Piece Set

เพิ่มพลังโจมตี 18%

4-Piece Set

ความเสียหายที่เกิดจากปฏิกิริยานำไฟฟ้าเพิ่มขึ้น 80%, ความเสียหายที่เกิดจากปฏิกิริยานำไฟฟ้าดาราเพิ่มขึ้น 40%; เมื่อผู้สวมใส่โจมตีศัตรูที่ได้รับผลกระทบจากปฏิกิริยานำไฟฟ้าหรือนำไฟฟ้าดารา อัตราคริของการโจมตีในครั้งนี้จะเพิ่มขึ้น 16%

Stats

MAIN STATS

Lv. 0
4 Star
5 Star
พลังชีวิต
645
717

SUB STATS

Roll 1
Roll 2
Roll 3
Roll 4
พลังชีวิต
209
239
269
299
พลังชีวิต
4.1%
4.7%
5.3%
5.8%
พลังโจมตี
14
16
18
19
พลังโจมตี
4.1%
4.7%
5.3%
5.8%
พลังป้องกัน
16
19
21
23
พลังป้องกัน
5.1%
5.8%
6.6%
7.3%
อัตราคริ
2.7%
3.1%
3.5%
3.9%
ความแรงคริ
5.4%
6.2%
7.0%
7.8%
การฟื้นฟูพลังงาน
4.5%
5.2%
5.8%
6.5%
ความชำนาญธาตุ
16
19
21
23

Story

?

Iridescence That Ceased Amidst Glory

นั่นคือดอกไม้ริบบิ้นที่เธอได้รับเป็นของขวัญ จากเพื่อนของเธอผู้มีสองมือเย็นเฉียบราวกับน้ำแข็ง ในปัจจุบัน คฤหาสน์กลางหุบเขาซึ่งอยู่ในการดูแลของสเนกอวิกผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดนั้นแทบไร้ซึ่งผู้มาเยือน
ว่ากันว่าในอดีต มักมีชนชั้นสูงผู้ทรงเกียรติถือจดหมายเชิญประดับลวดลายสีทองมาร่วมงานเลี้ยง ณ สถานที่แห่งนี้อยู่เสมอ
หญิงสาวผู้มีเรือนผมสีเงินก็เคยเป็นหนึ่งในผู้ร่วมงาน เพียงแต่ในเวลานั้น เธอยังไม่ได้เป็นจอมเวทในเงามืด
และยังไม่เคยเคาะประตูสู่ความเร้นลับ เธอเป็นเพียงข้าราชบริพารที่ติดตามจักรพรรดิแห่งแดนเหนือมาร่วมงานเท่านั้น
บทสนทนาของเหล่าภูตมักจะดูคร่ำครึและน่าเบื่อหน่าย ยิ่งไปกว่านั้น ในฐานะที่หญิงสาวเป็นมนุษย์
เธอยังต้องคอยแบกรับสายตามากมายจากเหล่าเผ่าพันธุ์ที่แปลกแยกไปจากเธอ ดังนั้น เธอจึงลอบปลีกตัวออกมาจากห้องโถงจัดเลี้ยงอย่างเงียบ ๆ...

แต่น่าเสียดายที่ภายในของสถาปัตยกรรมที่สร้างขึ้นนับพันปีนี้ซับซ้อนเกินไป กว่าหญิงสาวผู้เอาแต่มุ่งหน้าก้าวขึ้นสู่เบื้องบนจะรู้ตัว
เธอก็พบว่าหนทางที่เดินจากมาได้ถูกกลืนหายไปท่ามกลางโถงระเบียงและบันไดที่ซ้อนทับกันเป็นเขาวงกต ถูกบดบังเร้นกายอยู่ใต้ภาพมายาในแต่ละชั้น ซึ่งก่อตัวขึ้นจากแสงจันทร์ที่สาดส่องผ่านหน้าต่างเข้ามาเสียแล้ว
ทว่าในสถานที่อันเงียบสงบและไร้ผู้คนแห่งนี้ หญิงสาวกลับรู้สึกได้ถึงความสงบที่ห่างหายไปนาน
จนกระทั่งเสียงฝีเท้าของเจ้าภาพงานเลี้ยง ผู้เป็นลอร์ดแห่งสเนกูรอชคา ปรากฏขึ้นที่เบื้องหลังของเธอ
เธอจึงได้รับรู้ว่า นายหญิงผู้ควบคุมเหมันต์ทั้งมวลผู้นี้ ก็รู้สึกเบื่อหน่ายกับคำพูดซ้ำซากจำเจของผู้ร่วมงานมานานแล้วเช่นกัน
พวกเธอต่างไม่แยแสงานเลี้ยงนั้นอีกต่อไป นายหญิงได้นำพาเธอไปชมภาพวาด งานประติมากรรม และปริศนาที่ซุกซ่อนอยู่ในคฤหาสน์
หญิงสาวเรือนผมสีเงินได้โต้ตอบสิ่งเหล่านั้นด้วยความเฉลียวฉลาดและไหวพริบที่ฉายแววโดดเด่นอย่างไม่อาจปิดบังได้ตั้งแต่ในยามนั้น จนกระทั่งช่วงท้ายของบทสนทนา
ลอร์ดแห่งสเนกูรอชคา ได้แสดงทักษะความประณีตบรรจงของภูตให้เธอเห็น โดยใช้น้ำแข็งที่ไม่มีวันละลายเนรมิตลานกว้างขึ้นมาทั้งลาน
หอคอยที่ก่อตัวขึ้นราวกับกองเกลือ ต้นไม้ที่พลิ้วไหวเบา ๆ ทั้งที่ไร้สายลม กอหญ้าสีขาว ดอกไม้เกล็ดน้ำค้าง กระต่าย และกวางมูสตัวสูงใหญ่
ทุกสิ่งอย่างแผ่ขยายอยู่ใต้ฝ่าเท้าของพวกเธอ ราวกับเป็นความฝันที่จู่ ๆ ก็พรั่งพรูออกมาจากข้างหมอนของผู้ที่กำลังหลับใหล

ราวกับมองเห็นความปรารถนาในแววตาของหญิงสาว ลอร์ดแห่งสเนกูรอชคา จึงเอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงที่เจือความเสียดายเล็กน้อยว่า:
"แม้จะเป็นน้ำแข็งบริสุทธิ์ที่ไม่มีวันละลาย แต่มันก็เป็นเพียงสิ่งที่สร้างขึ้นจากพลังเวท ท้ายที่สุดแล้วย่อมยากที่จะคงอยู่ได้ยืนยาว"
"สิ่งที่เธอเห็นเป็นเพียงแสงและเงาที่เกิดขึ้นเพียงชั่วครู่ ซึ่งถูกจารึกไว้ในสายเลือดของพวกเราที่เคยตกเป็นทาสในกาลก่อน"
"ทว่ากลับเป็นข้ารับใช้โบราณที่ยังคงสามารถแสดงกลเช่นนี้ได้"
"ในขณะที่มนุษย์ซึ่งครั้งหนึ่งเคยตั้งตนเป็นนาย กลับไม่อาจฟื้นคืนความรุ่งโรจน์ในอดีตได้อีกต่อไป"

เมื่อถึงคราวต้องจากลา ลอร์ดแห่งสเนกูรอชคา ได้นำผ้าไหมมาพับเป็นดอกไม้ให้แก่เธอ เมื่อเทียบกับน้ำแข็งบริสุทธิ์ที่ไม่มีวันละลายแล้ว
แม้ผ้าไหมจะสีซีดจางลงได้ แต่ระยะเวลาในการเก็บรักษานั้นนับว่ายาวนานกว่ามากนัก
เมื่อมองดูสเนกูรอชคาใช้ปลายนิ้วอันเรียวยาวติดของขวัญที่ทำจากผ้าไหมนี้ลงบนหน้าอกของเธอ หญิงสาวก็ยิ้มและกล่าวว่า:
"ฉันนึกว่า... ความประณีตบรรจงของคุณจะมีเพียงแค่ทักษะการควบคุมพลังตอนที่ขับเคลื่อนเหมันต์เพื่อเนรมิตสรรพสิ่งขึ้นมาเสียอีก"
"Aksinya" ลอร์ดแห่งสเนกูรอชคากล่าว "ความประณีตบรรจงนั้นไม่เคยเป็นเรื่องของทักษะวิชา แต่เป็นเรื่องของหัวใจมาโดยตลอด"
"นี่คือประจักษ์พยานแห่งมิตรภาพ หลังจากนี้ ไม่ว่าเมื่อใด ฉันก็จะยินดีต้อนรับการมาเยือนของเธอเสมอ"
?

Sharpness That Ceased Upon Wondrous Creation

นั่นคือปากกาขนนกที่เธอมอบให้แก่ผู้ที่ติดตามเธอ ซึ่งครั้งหนึ่งมันเคยขีดเขียนความฝันอันเหลวไหล เมื่อศิษย์ผู้เยาว์ติดตามนักวิชาการเรือนผมสีเงินเข้าสู่เงามืดของโลกเป็นครั้งแรก
ก็ได้เห็นจุดจบของอารยธรรมทองคำที่เคยรุ่งโรจน์ หลังจากถูกทำลายล้าง ณ ที่แห่งนี้
หยุดนิ่งอยู่ในห้วงเวลา หอคอยและปราสาทเปรียบเสมือนยักษ์ที่ร่างกายถูกทำลาย และพื้นดินคือรอยแยกที่เปิดกว้างและร่ำไห้เป็นเลือด
ราวกับถูกแช่แข็งไว้ตั้งแต่กาลอดีตอันไกลโพ้น สิ่งที่หลงเหลือไว้บนโลกนี้คือร่องรอยการฟาดฟันอันหนักหน่วงจากพลังอำนาจสูงสุดของเจ้าแห่งท้องฟ้า

ความฝันทั้งมวลที่เกี่ยวกับอิสรภาพล้วนแหลกสลาย มลายสูญไปรวดเร็วไม่ต่างจากหิมะที่ละลายภายใต้ดวงอาทิตย์แผดเผา
คำถามทั้งหมดเกี่ยวกับการกบฏ ได้รับคำตอบที่โหดร้ายที่สุดก่อนที่จะถูกเอ่ยปากถาม
ถึงกระนั้น นักวิชาการผู้ได้ประจักษ์กับทุกสิ่งก็ยังคงก้าวเดินต่อไปท่ามกลางซากปรักหักพัง
ละทิ้งซึ่งความกลัวต่อภยันตราย ท่วงท่าเหล่านั้นเรียกได้ว่าราวกับการสวมรองเท้าสเก็ตน้ำแข็งเริงระบำอยู่บนเส้นเชือกเสียมากกว่า

"ไม่หวาดหวั่นบ้างรึไง เส้นทางที่เธอกำลังก้าวเดินนั้นเคยมีผู้คนเดินมาก่อน และจุดจบของเส้นทางก็คือความพินาศ?"
"ไม่เกรงกลัวบ้างรึไง ธรณีประตูที่เธอพยายามจะผ่านนั้นพังทลายลงแล้ว และบันไดก็ถูกสวรรค์ตัดขาดไปแล้ว?"

นักวิชาการเรือนผมสีเงินรับฟังคำทักท้วงของศิษย์ผู้เยาว์เป็นการส่วนตัว
ตอนนั้นเธอกำลังใช้ปากกาวาดโครงร่างแผนการอันยิ่งใหญ่ของภารกิจบางอย่างที่ไม่อาจเป็นไปได้
ระหว่างสนทนา นักวิชาการนึกขึ้นได้ว่าโดโมวอยที่อยู่ตรงหน้า มีอายุขัยยืนยาวกว่าเธอเล็กน้อยเสียด้วยซ้ำ
แต่เธอกลับไม่ได้เยาะเย้ยความหวาดกลัวของอีกฝ่ายที่มองเห็นการล่มสลายของอารยธรรมอันยิ่งใหญ่เลย ในทางกลับกัน
เธอจ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาที่สั่นไหวด้วยความกลัวคู่นั้นอย่างจริงจัง จ้องมองทะลุไปถึงความลังเลที่อยู่ในก้นบึ้งหัวใจของอีกฝ่าย

"เพราะเปลวเพลิงได้ถูกจุดประกายขึ้นแล้ว แม้ว่าสิ่งที่ตกทอดมาถึงปัจจุบัน จะเป็นเพียงหลุมศพที่ไฟนั้นมอดดับและเย็นเฉียบไปนานแล้วก็ตาม"
"การกระทำของพวกเราในครั้งนี้ ไม่ใช่เพื่อสืบทอดเจตนารมณ์ของใคร แต่เป็นเพียงการใช้เพลิงนี้เพื่อส่องทะลวงไปสู่แสงสว่าง"
"ไม่ต้องหวาดหวั่นไป หากพวกเราไม่อาจก้าวเข้าสู่โลกใบใหม่ได้ ย่อมมีคนรุ่นหลังที่สามารถก้าวเดินต่อไปได้ไกลยิ่งกว่า"
"ไม่ต้องเกรงกลัวไป หากพวกเราไม่อาจก้าวข้ามธรณีประตูบานใหม่ได้ ซากกระดูกของพวกเราก็สมควรจะถูกนำมาหล่อหลอมเป็นบันไดขั้นต่อไป"

นักวิชาการเรือนผมสีเงิน เด็กสาวที่ไม่ได้เป็นเด็กสาวอีกต่อไป วางด้ามปากกาลงในมือของลูกศิษย์
ถ้อยคำอันแสนอบอุ่นเหล่านั้นซึมซาบลงสู่ฝ่ามือของโดโมวอยวัยเยาว์ ขนนกที่ควรจะบางเบากลับหนักอึ้งยิ่งกว่าทองพันชั่ง
?

Moment That Ceased Upon Waking From Grand Dreams

นั่นคือช่วงเวลาที่เธอมอบให้กับนักเล่นแร่แปรธาตุผู้เงียบขรึม เพื่อคอยเตือนกำหนดการทั้งหมด นั่นคือยุคสมัยที่ Tsaritsa ผู้ปกครอง Snezhnaya ในปัจจุบัน ยังไม่ได้ประทับอยู่บนบัลลังก์ในวังน้ำแข็ง และในเวลานั้น
ดินแดนแห่งเหมันต์ก็ยังไม่ได้สั่งห้ามความรู้ทั้งมวลที่เกี่ยวกับการเล่นแร่แปรธาตุ เพียงเพราะเหตุผลจากผู้บริหาร
และภายใต้ร่มธงอันกว้างใหญ่ที่บดบังแสงตะวันของกษัตริย์แห่งแดนหิมะ เพื่อตอบสนองต่องานวิจัยที่ฝ่าฝืนกฎต้องห้ามทั้งปวง
นักเล่นแร่แปรธาตุผู้ตกอยู่ในจองจำ เด็กหนุ่มผู้มีผมยาวสีดำจึงได้รับการปลดเปลื้องโซ่ตรวนที่พันธนาการสองเท้าของเขาออก

สำหรับเด็กหนุ่มแล้ว ทุกสิ่งบนโลกเป็นเพียงการนำองค์ประกอบต่าง ๆ มาเรียงซ้อนกัน ทุกสิ่งมีความหมายเพียงแค่ในระดับของสสารเท่านั้น
ชีวิตเป็นเพียงจิ๊กซอว์ที่ธรรมชาติใช้เวลานับหมื่นปีประกอบขึ้นมาโดยบังเอิญ สติปัญญาของมนุษย์อยู่เหนือทุกสรรพสิ่ง ย่อมสามารถตัดแต่งสลับสับเปลี่ยนได้ตามใจนึก
ถ้าเช่นนั้นก็จงทำให้สัตว์สี่เท้ามีปีกงอกออกมาเถิด จงทำให้เสือและเสือดาวงอกปีกแมลงและเปลือกหุ้มเกราะออกมา
วิทยาการปรับเปลี่ยนรูปแบบชีวิตนี้ทำให้เพื่อนร่วมวิชาชีพมากมายต้องทึ่ง ทว่าเขากลับยังไม่พึงพอใจเพียงแค่นี้
อสูรเป็นเพียงสิ่งมีชีวิตที่ถูกควบคุมด้วยจิตวิญญาณอันไร้ปัญญา แต่เรือนร่างของผู้มีสติปัญญานั้นย่อมซับซ้อนและน่าสนใจยิ่งกว่า
ท้ายที่สุด เขาก็ได้ยื่นมือเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเหล่าภูตมากมาย ในยุคสมัยนั้นภูตยังคงมีสถานะที่สูงส่ง การกระทำเช่นนี้ไม่ต่างอะไรกับการรนหาที่ตาย

ชีวิตของเด็กหนุ่มควรจะจบลงเพียงแค่นั้น ทว่าข้อหาความผิดนี้กลับไปดึงดูดความสนใจของกษัตริย์แห่งแดนหิมะเข้า
เขาได้เข้าร่วมกับสถาบันวิจัยที่ก้าวล่วงข้อห้ามทุกประการในฐานะนักโทษ และในบ่ายวันนั้น
นักเล่นแร่แปรธาตุผู้มืดมนดั่งสายน้ำ ก็ได้พบกับหญิงสาวผู้มีเรือนผมสีเงิน
ถ้อยคำที่แสดงความเอาใจใส่อย่างอ่อนโยนของอีกฝ่าย กลับไปทิ่มแทงความหยิ่งทะนงของเขาอย่างไม่คาดคิด
ไม่ว่าจะเป็นด้วยความริษยาชิงชัง หรือเพียงเพราะปรารถนาจะยั่วโมโหเพื่อให้อีกฝ่ายหวาดหวั่นและถอยห่างไปจากตน
ในชั่วเสี้ยวอึดใจที่จับมือกัน นักเล่นแร่แปรธาตุได้ใช้วิชาเร้นลับทำให้มีหูข้างหนึ่งงอกขึ้นมาบนฝ่ามือของอีกฝ่าย

"อ้ะ ที่แท้นี่ก็คือวิทยาการที่เธอเชี่ยวชาญสินะ ฉันเข้าใจแล้วล่ะ"
"สิ่งนี้จะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อสิ่งที่เรากำลังจะทำ"

หญิงสาวใช้มือข้างที่งอกหูออกมานั้นปิดปากตัวเอง และพยายามกระซิบถ้อยคำแผ่วเบาใส่หูใบนั้น
หลังจากเห็นสีหน้างุนงงของนักเล่นแร่แปรธาตุ เธอถึงได้ตระหนักว่าอีกฝ่ายไม่สามารถรับฟังเสียงผ่านหูบนฝ่ามือของเธอได้
ถึงยังไงนั่นก็เป็นเพียงการใช้วิชาลับดัดแปลงรูปทรงของผิวหนังและเนื้อเยื่อเพียงชั่วคราว เป็นแค่การเล่นพิเรนทร์ที่ชวนให้รู้สึกรังเกียจเท่านั้น
เพียงชั่วพริบตา อวัยวะส่วนเกินนั้นก็หลุดลอกออกมาราวกับสะเก็ดเลือด และกลายเป็นเพียงกองโคลนเหลวเละ ทว่าหญิงสาวกลับรู้สึกเสียดาย

"น่าสนใจมากเลยนะ แต่ที่นี่ยังมีกฎระเบียบการจัดการที่เข้มงวดอยู่"
"ครั้งหน้าถ้าจะทำเรื่องแบบนี้อีก อย่าลืมยื่นเรื่องขออนุญาตฉันล่วงหน้าด้วยล่ะ แล้วก็"
"เวลาค่อนข้างกระชั้นชิด ตารางงานทั้งหมดของเธอถูกบันทึกไว้ในนี้หมดแล้ว"

ในบ่ายวันนั้น เด็กหนุ่มผมดำผู้แสนหม่นหมองเหม่อลอยอยู่ในภวังค์
เขาตระหนักได้ว่ามีสิ่งไร้รูปลักษณ์หลุดพ้นออกมาจากชีวิตที่เป็นเพียงสสาร
ทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกใบนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่จิ๊กซอว์นับร้อยพันที่บังเอิญประกอบเข้าด้วยกันอย่างสะเปะสะปะอีกต่อไป
ในสิ่งเหล่านั้น แท้จริงแล้วกลับมีบางสิ่งที่ทำให้เขาปวดร้าว ทว่าไม่อาจห้ามใจไม่ให้ถวิลหา
?

Ovations That Ceased Upon Festivity

นั่นคือแก้วสุราอันเปี่ยมล้นซึ่งเธอได้รับมาจากเพื่อนร่วมงาน เพื่อเป็นของขวัญแห่งการเฉลิมฉลอง เคยมีช่วงเวลาหนึ่ง ที่พิษร้ายแห่งเงามืดปฐมกาลและแสงเจิดจรัสแห่งปฐมกาล ได้พัวพันกันอยู่ในมุมอับสายตาของสวรรค์
ความรัก ความปรารถนาอันแรงกล้า และความทะเยอทะยานที่ยิ่งใหญ่กว่าโลกทั้งใบเพียงเล็กน้อยนั้น กำลังจะก่อกำเนิดเป็นรูปร่างขึ้น จากสถานที่ที่ไร้ผู้ใดมองเห็น
นั่นคือแนวคิดที่หากทิศทางคลาดเคลื่อนไปแม้เพียงปลายเส้นผมก็ไม่อาจเป็นจริงได้ และเป็นการทดลองที่อยู่ห่างจากความวิปลาสระดับล้างโลกเพียงแค่เส้นด้ายกั้น
ราวกับว่ามีใครบางคนกดมือแห่งโชคชะตาเอาไว้ ทำให้เหรียญพลิกออกหน้าหัวซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก่อนจะได้ผลลัพธ์นี้มา
อาจเป็นเพราะความผันผวนของเขตแดน ที่เปิดทางให้ความเป็นไปได้บางอย่างเล็ดลอดผ่านปราการจองจำอันแน่นหนา จนถูกแผนการอันบ้าบิ่นนี้คว้าเอามาทำให้เป็นจริงได้

ครั้งหนึ่งเคยมีคนกลุ่มหนึ่ง พวกเขาได้รับคำไหว้วานจากกษัตริย์แห่งแดนหิมะผู้แบกรับตราบาปและความรู้สึกผิด ให้ออกไปเสาะแสวงหา
บันไดที่ทอดสู่บัลลังก์แห่งแดนดาราที่ไร้ผู้ครอบครอง หนทางที่นำไปสู่โลกซึ่งจะไม่ถูกความโศกเศร้าเข้าครอบงำอีกต่อไป
หยาดเหงื่อแรงกายตลอดวันคืนอันนับไม่ถ้วน การลงมือกระทำที่ล่วงละเมิดข้อห้ามครั้งแล้วครั้งเล่า การออกสำรวจซากอารยธรรมบรรพกาลซ้ำแล้วซ้ำอีก
ภาพฝันลวงตาซึ่งมีต้นธารมาจากการรังสรรค์ของอาณาจักรทองคำโบราณนั้น ในที่สุดก็กำลังจะฟักตัวออกมาจากตัวอ่อนขนาดยักษ์ที่อยู่ในเงามืด

เมื่อสายตาทอดผ่านลอร์ดแห่งสเนกูรอชคา และนักเล่นแร่แปรธาตุผมยาวผู้อมทุกข์ไป Alvis โดโมวอยโบราณก็ได้หยัดกายลุกขึ้นจากเก้าอี้สูง
ชายชราผู้มีใบหน้าปรานีแต่ไร้ซึ่งความเมตตา แกรนด์ดยุกผู้ซึ่งควบคุมกิจการเหมืองแร่ทั้งหมดตั้งแต่ยุคสถาปนา Kitezhgrad ได้ชูแก้วไวน์ขึ้นไปทางเธอ:
"ยากจะเชื่อจริง ๆ ว่าผลงานอันยิ่งใหญ่นี้ จะสำเร็จลุล่วงได้โดยมีมนุษย์เป็นแกนนำ แต่พวกเราต่างก็รู้ดี"
"การที่จะเอื้อมคว้า หรือกระทั่งก้าวข้ามทุกสิ่งที่คนรุ่นก่อนได้ทิ้งไว้ ภายใต้ช่วงชีวิตอันแสนสั้นนี้ Aksinya"
"พวกเราต่างรู้ซึ้งว่าเธอต้องทุ่มเทหยาดเหงื่อและแรงใจไปมากแค่ไหน เธอ สมควรอย่างยิ่งที่จะภาคภูมิใจในสิ่งนี้"

การจะทำให้แกรนด์ดยุกโดโมวอยผู้ไม่เคยไว้หน้ามนุษย์ผู้ใด เอ่ยคำชื่นชมเช่นนี้ออกมาได้นั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
หญิงสาวนึกย้อนไปถึงยามที่เพิ่งได้สัมผัสพูดคุยกับอีกฝ่ายเป็นครั้งแรก นัยน์ตาของเขานั้นซุกซ่อนความรังเกียจและหวาดกลัวต่อเผ่าพันธุ์มนุษย์เอาไว้อย่างลึกซึ้ง
ทว่านั่นแล้วจะอย่างไรเล่า เพื่อความปรารถนาอันยิ่งใหญ่ของราชาแห่งเหมันต์ผู้นั้น ความโกรธแค้นของภูตก็หาได้สำคัญไม่
ยิ่งไปกว่านั้น โดโมวอยผู้ปรากฏตัวในหน้าประวัติศาสตร์ของดินแดนหิมะครั้งแล้วครั้งเล่าผู้นี้ ยังได้ยอมถ่ายทอดสรรพวิชาความรู้ทั้งหมดที่มีให้อย่างหมดเปลือกอีก
ทั้งยังคอยชี้แนะแนวทางให้เธอมากมาย บางทีเขากับหญิงสาวเรือนผมสีเงินผู้นี้ อาจถักทอสายใยความผูกพันที่เป็นทั้งศิษย์อาจารย์และสหายขึ้นมาแล้วก็เป็นได้

เธอยกแก้วขึ้น ในแก้วที่ถูกรินความขมขื่นลงไปจนมากเกินพอใบนั้น หยาดสุราได้เอ่อล้นไหลรินลงมาตามขอบแก้วตามแรงสั่นไหว
โดโมวอยผู้เป็นเพื่อนร่วมงานทอดมองมาที่เธอ ในห้วงเวลานั้น แววตาของเขาเปี่ยมไปด้วยความอบอุ่น ดั่งผู้อาวุโสที่เฝ้ามองดูอนุชนรุ่นหลัง
?

Pendulum That Ceased Amidst a Great Fall

นั่นคือเครื่องประดับที่เธอได้รับเป็นรางวัล จากเจ้านายเพียงหนึ่งเดียวของเธอ นั่นคือของขวัญที่บุรุษร่างสูงใหญ่ผู้ประทับบนบัลลังก์มอบให้แก่เธอ เพื่อเป็นของขวัญวันคล้ายวันเกิด
สำหรับราชาแห่งเหมันต์ผู้มีอายุขัยยืนยาวชั่วนิรันดร์ การเติบโตของมนุษย์นั้นช่างรวดเร็วเพียงชั่วพริบตา

เขายังจำได้ถึงตอนที่ตนเองร่อนเร่ไปในโลกแห่งเงามืด ที่แห่งนั้น
มาตุภูมิสีทองที่พังทลายลงคือมารดาที่เขาไม่เคยพบหน้า
ณ ที่แห่งนั้น เขาได้รับรู้ถึงอดีต ความลับที่ถูกฝังลึกที่สุดของเหล่าสรรพชีวิตแห่ง Hyperborea
และคำตอบเกี่ยวกับตัวตนของเขาที่เขาเพียรเฝ้าค้นหาและโหยหามานานนับพันปี
เพียงแต่สิ่งที่รับรู้นั้น ไม่อาจทำให้เขาหลุดพ้นจากความทุกข์ทรมานและความสับสนอันยาวนานได้
เพราะในหลาย ๆ ครั้ง สติปัญญาก็เป็นเพียงคำสาปที่ปรากฏขึ้นในอีกรูปแบบหนึ่งเท่านั้น

นับแต่นั้นมา เขาย่างกรายไปท่ามกลางซากปรักหักพังในเงามืดนับครั้งไม่ถ้วน เฝ้าครุ่นคิดว่าควรจะแบกรับไว้หรือไม่...
ในยุคสมัยนี้ อันที่จริงไม่มีใครเรียกร้องให้เขาต้องแบกรับภาระและความรับผิดชอบใด ๆ อีกแล้ว

จนกระทั่งวันหนึ่ง เขาเดินผ่านกลุ่มสิ่งก่อสร้างที่พังทลาย ซึ่งเต็มไปด้วยอุปกรณ์ประคองชีพจากยุคเก่า
เขาสันนิษฐานว่านั่นคงเป็นวิธีการที่บรรพชนยุคโบราณฝากฝังความหวังไว้กับอนาคต โดยคาดการณ์ว่าในเวลานั้นคมดาบของราชาแห่งสวรรค์คงใกล้เข้ามาเต็มที
อุปกรณ์เช่นนี้เขาเคยพบเห็นมาบ้างแล้วในช่วงเวลาอันยาวนานที่ผ่านมา
เพียงแต่มันล้วนเสื่อมสภาพหรือพังทลายไปจนไม่สามารถใช้การได้แม้แต่น้อย

แต่ครั้งนี้กลับต่างออกไป ท่ามกลางเครื่องมือที่ดับสนิทมืดมิด มีเครื่องหนึ่งพลันสว่างขึ้นจากการตอบสนอง
ประหนึ่งตัวเลขสุ่มที่ปรากฏขึ้นในการคำนวณอันเย็นเยียบ ความน่าจะเป็นอันน้อยนิดที่จู่ ๆ ก็ถูกขยายให้ใหญ่ขึ้น
เขาเปิดประตูห้องโดยสารที่ใกล้จะพังนั้นออกราวกับเปิดหีบสมบัติ
สิ่งที่นอนอยู่ภายในนั้นคือร่างที่ไร้สติสัมปชัญญะ หากแต่ยังมีลมหายใจอยู่...
ทารกน้อยผู้มีเรือนผมสีเงิน

"ขอบคุณสำหรับของขวัญเพคะ" หญิงสาวนั่งตัวตรงอย่างสำรวม และใช้มือสัมผัสติ่งหูที่เพิ่งเจาะมาใหม่และยังคงร้อนผ่าว
ราชาแห่งแดนเหนือได้สติกลับคืนมา หญิงสาวที่บัดนี้เติบโตขึ้นแล้วกำลังกล่าวคำขอบคุณแก่เขาด้วยน้ำเสียงที่แฝงแววหยั่งเชิง
"หม่อมฉันจะให้อะไรเป็นการตอบแทนได้บ้าง?" เธอเอ่ยถาม
เดิมทีเขาไม่ควรจะเอ่ยสิ่งใดออกมา ทว่าในฉับพลันนั้น
ความโศกเศร้าอันยาวนานก็แผ่ซ่านเข้าปกคลุมห้วงความคิดของเขาราวกับเกล็ดน้ำค้างแข็ง
ท้ายที่สุดเขาก็เปิดปากพูด บอกเล่าถึงความปรารถนาที่เขาเคยวาดหวัง หรืออาจจะเฝ้าหวังมาเนิ่นนานจนเกินไปให้หญิงสาวฟัง...